สปา โลโก้ - https://aromanada.com/
สุคนธบำบัดกับ วารีบำบัด ต่างกันอย่างไร?
วารีบำบัด
https://lh5.googleusercontent.com/IeH80UVit_1WXp4aLL7WDkYQjVh1bw8IamOYF6XdobNEgahsmOtf2l-GU9OK2fW_aw9g_lPnhUNkTpXN3YGwLQ8JHxflLmLUEs3dqon-iDU5yZS8vUmOKXZE7APxqFaTvlmYvwE9

วารีบำบัด ความหมายตามชื่อ หมายถึง “การบำบัดด้วยน้ำ” เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ในการดูแลสุขภาพ ซึ่งในปัจจุบัน เป็นที่นิยมไม่แพ้ การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วย “สปา” กระทั่ง รูปแบบ ได้เปลี่ยนจากการบำบัดด้วยน้ำ มาเป็น สุคนธบำบัด ซึ่ง สำหรับใครที่เริ่มต้นหันมาใส่ใจสุขภาพ ก็คงอดนึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ วันนี้มีแอดมินมีคำตอบ ขอเพียงให้ติดตามอ่านไปพร้อมกัน เพื่อให้ได้มาซึ่ง การคลายข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นค่ะ

H2 วารีบำบัด กับสุคนธบำบัดต่างกันอย่างไร

วารีบำบัด ใช้น้ำเป็นตัวช่วยสำคัญในการเข้ารับการบำบัด ในขณะเดียวกัน สุคนธบำบัด จะเป็นการบำบัดด้วย “กลิ่น” จากน้ำมันหอมระเหย ซึ่งโมเลกุลนับร้อยของกลิ่นน้ำมันหอมระเหยจะไปช่วยกระตุ้นสมองส่วน “ลิมบิค” ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับหัวใจ ความดัน การหายใจ และฮอร์โมนส์ เมื่อสูดกลิ่นน้ำมันหอมระเหยเข้าไป ย่อมมีผลต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมถึงสมองส่วนควบคุมความโกรธและความรุนแรงให้ผ่อนคลาย เบาบางลงมาได้

H3 แนวทางการบำบัด ค่อนข้างมีความแตกต่างกัน โดยจะขอเริ่มจาก การบำบัดด้วยน้ำ ซึ่ง การให้กระแสน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดร่างกาย ช่วยทำให้กล้ามเนื้อของผู้เข้ารับการบำบัดมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อน้อยกว่า การวิ่งออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ ที่ต้องใช้พละกำลัง รวมถึงอุปกรณ์มาช่วยฟื้นฟูหรือดูแลร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดเชือก ปั่นจักรยาน ทว่า สำหรับผู้ป่วยบางประเภท กิจกรรมกลางแจ้งดังว่า ค่อนข้างไม่เหมาะสม ยกตัวอย่าง ผู้ที่มีอาการพาร์กินสัน การออกกำลังกายกลางแจ้งดังกล่าวคงไม่เหมาะ หนำซ้ำ อาจเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน อันเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวที่ช้าแล้วบังเอิญมีผู้วิ่งออกกำลังกาย วิ่งสวนมาชนเข้า 

ดังนั้น การมองหาวิธีบำบัดโดยการใช้น้ำสำหรับบุคคลกลุ่มนี้ถึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะได้ในเรื่องความเป็นส่วนตัว พร้อมไปด้วยอุปกรณ์สำหรับออกกำลังกายเพื่อเข้ารับการบำบัดในน้ำ ดังนั้น กล้ามเนื้อที่มีปัญหาจะค่อย ๆ ได้รับการฟื้นฟูจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง

ในส่วนของการบำบัดด้วยกลิ่นหอม รูปแบบการเข้ารับการบำบัด เป็นการนำน้ำมันหอมระเหยมาบำบัด หรือที่เรารู้จักกันว่า “Aroma Theraphy” ซึ่งแนวทางการบำบัดในลักษณะนี้มีมานานแล้ว ทั้งนี้เพราะ จากการวิจัยและทดลอง เชื่อว่า น้ำมันที่สกัดมาจากสมุนไพรก็ดี รวมถึง ดอกไม้ในหลายสายพันธุ์ กลิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว มีผลต่ออารมณ์ ดังนั้น ถึงเป็นเรื่องปกติ ที่ร้านสปาทุกร้านต้องนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้บำบัดลูกค้า ทั้งนี้เพราะ สภาพจิตใจ มีผลต่อทุกเรื่อง ใครที่อยู่ในสภาวะอารมณ์เป็นพิษ มีความเคร่งเครียดจนนอนไม่หลับ การบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหย ช่วยได้ ทั้งในรูปแบบ การสูดดม หรือการนำมารักษาอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด ติดเชื้อ ผ่านการเข้ารับการบำบัดด้วยกระโจมแก้หวัด ไอระเหยจากน้ำมันหอมระเหยที่ลอยเข้าจมูก ช่วยแก้อาการหวัดได้

H3 ผลลัพธ์ที่ได้ การบำบัดโดยน้ำก็ดี เน้นไปที่การรักษาอาการภายนอกรวมถึงกล้ามเนื้อภายในให้กลับมาแข็งแรงและใช้งานได้ปกติ ในขณะเดียวกัน การบำบัดด้วยกลิ่นน้ำมันหอมระเหย แม้มีการนำมาใช้รักษาอาการป่วยเรื้อรัง ทว่า กลิ่นน้ำมันหอมระเหย มีผลต่อการบำบัดทางด้านอารมณ์ สมอง และจิตใจซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ถึงมีการนำ essential oil มาใช้ในเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ของผู้รับการบำบัด จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดด้วยวารีบำบัด หรือ อโรมาเทอราปี การจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ต้องดูก่อนว่า เราชอบรูปแบบใด รวมถึง อาการต่าง ๆ ภายในร่างกายซึ่ง ในโรคบางชนิด บางครั้งไม่เหมาะสมกับกิจกรรมกลางแจ้ง การเปลี่ยนมาใช้ แนวทางบำบัดด้วยน้ำ คือคำตอบ ได้ในเรื่องอาการป่วยที่ทุเลาลงมา รวมถึงอารมณ์ที่แจ่มใสขึ้น

อ่านบทความเพิ่มเติม
https://aromanada.com/ร้านสปา/

เครดิตภาพ
https://google.com/

Facebook
Twitter

Date

บทความแนะนำอื่นๆ